กรมคุมประพฤติร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานคุมประพฤติไทยในการประชุมผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย โดยนางยศวันต์ บริบูรณ์ธนา รองอธิบดีกรม
คุมประพฤติ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางด้านการพัฒนาบุคลากร ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและความเชี่ยวชาญของพนักงานคุมประพฤติ โดยกําหนดให้บุคคลากรได้รับการฝึกอบรมทั้งหลักสูตรพื้นฐานและหลักสูตรเฉพาะทาง
รวมทั้งมีระบบค่าตอบแทนเพิ่มเติมเพื่อสะท้อนถึงความรู้และทักษะเฉพาะด้านที่จําเป็นต่อการปฏิบัติงาน อันเป็นแนวทางในการ
ส่งเสริมความเป็นวิชาชีพและยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานคุมประพฤติ
นอกจากนี้ กรมคุมประพฤติให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม โดยจัดตั้งศูนย์คุมประพฤติภาคประชาชน
ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด โดยผู้ถูกคุมประพฤติสามารถรายงานตัวและทำงานบริการสังคมใกล้บ้านภายใต้การดูแลของอาสาสมัครคุมประพฤติ ผู้นําชุมชน และภาคประชาชน
ทั้งนี้ กรมคุมประพฤติได้ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้ถูกคุมประพฤติ
ผ่านแนวคิดการศึกษาแบบยืดหยุ่น ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกคุมประพฤติสามารถสะสมหน่วยกิตจากการฝึกอบรมวิชาชีพ โปรแกรมแก้ไขฟื้นฟู การทำงานบริการสังคม รวมถึงการเรียนออนไลน์ เพื่อเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนรับวุฒิการศึกษาที่ได้รับรองตามกฎหมาย พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการพัฒนาตนเองสำหรับการประกอบอาชีพ และการกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาคีด้านการทำงานบริการสังคม (Community Service Partner Network) อาทิ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และองค์กรท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลผู้ถูกคุมประพฤติระหว่างการทำงานบริการสังคม ควบคู่กับการให้ความรู้และการจัดฝึกอบรมเพื่อให้ผู้ถูกคุมประพฤติมีทักษะที่จําเป็นในการทำงานบริการสังคมอย่างเหมาะสม โดยรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ได้กล่าวถึงภารกิจเพิ่มเติมของพนักงานคุมประพฤติ ตามพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ
ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 ซึ่งกําหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งกำกับดูแลผู้พ้นโทษ โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการและการยื่นคําร้องของพนักงานอัยการ แม้จะรับโทษตามคําพิพากษาครบถ้วนแล้วก็ตาม โดยอาจมีระยะเวลาการกำกับดูแลนานถึง 10 ปี
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างประเทศ โดยกรม
คุมประพฤติ ประเทศไทย พร้อมสนับสนุนข้อมูลและถ่ายทอดประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปรับปรุงร่างคู่มือว่าด้วยการ
คุมประพฤติ (Handbook on Probation) มีความครบถ้วนสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สืบต่อไป