จำนวนผู้เข้าชม : 270

   


7 วันอันตรายปีใหม่ 65 คดีเมาขับพุ่งกระฉูด 90 % ชัยภูมิครองแชมป์ 459 คดี [2022-01-05]

 วันนี้ (5 มกราคม 2565) นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า สถิติคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติวันที่เจ็ดของ 7 วันอันตราย (4 มกราคม 2565) มีจำนวนทั้งสิ้น 2,936 คดี จำแนกเป็น คดีขับรถในขณะเมาสุรา 2,668 คดี คิดเป็นร้อยละ 90.87 ติด EM 7 ราย คดีขับรถประมาท 3 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.1 และคดีขับเสพ  265 คดี คิดเป็นร้อยละ 9.03

สำหรับช่วง 7 วันอันตรายปี 2565 ระหว่างวันที่  29 ธันวาคม 2564 – 4 มกราคม 2565 มียอดคดีสะสมทั้งสิ้น 8,703   คดี  จำแนกเป็น

 - ขับรถในขณะเมาสุรา           7,868 คดี  คิดเป็นร้อยละ 90.41  ติด EM 17 ราย 

 - ขับรถประมาท     14 คดี  คิดเป็นร้อยละ 0.16  ติด EM 1 ราย 

- ขับเสพ     821 คดี คิดเป็นร้อยละ 9.43

จังหวัดที่มีคดีขับรถในขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ อันดับหนึ่งจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 459 คดี อันดับสองร้อยเอ็ด จำนวน 442 คดี และอันดับสามสกลนคร จำนวน 440 คดี  

เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีที่เข้าสู่ระบบงานคุมประพฤติ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2564 พบว่า คดีขับรถในขณะเมาสุรา มีจำนวนเพิ่มขึ้น  3,433 คดี คิดเป็นร้อยละ 43.63 

สำหรับการติดอุปกรณ์ EM ในช่วง 7 วันที่มีการควบคุมเข้มงวด มีจำนวนทั้งสิ้น 18 ราย ส่วนใหญ่ศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากที่อยู่อาศัย ในช่วงเวลา 22.00-04.00 น. เป็นระยะเวลา 15 วัน ทั้งนี้ สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศเฝ้าติดตามและควบคุมดูแลผู้กระทำผิดตลอด 24 ชั่วโมงผ่านศูนย์ควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (Electronic Monitoring Control Center - EMCC)

ทั้งนี้ในช่วง 7 วันที่มีการควบคุมเข้มงวด สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศ ได้ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการให้บริการประชาชนตามสถานที่ต่างๆ โดยให้บริการประชาชนที่จุดบริการประชาชน พร้อมทั้งจัดให้มีการทำงานบริการสังคมโดยการตรวจเยี่ยม แจกน้ำดื่ม ผ้าเย็น เครื่องดื่ม ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย อำนวยความสะดวกจราจร ตรวจเยี่ยมด่าน ณ ด่านชุมชน และด่านตรวจค้น รวมทั้งสิ้นจำนวน 387 จุด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย อาสาสมัครคุมประพฤติ เครือข่ายยุติธรรมชุมชน ผู้ถูกคุมความประพฤติ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จำนวนทั้งสิ้น 7,167 คน

อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้กระทำผิดที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติในฐานความผิดขับรถในขณะเมาสุราทุกราย จะต้องผ่านการคัดกรองแบบประเมินการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากพบว่า มีความเสี่ยงสูงในการติดสุรา กรมคุมประพฤติจะส่งเข้ารับการบำบัดรักษา ณ สถานพยาบาล สำหรับผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำ หรือมีประวัติการกระทำผิดซ้ำ ต้องเข้ารับการแก้ไขฟื้นฟูแบบเข้มข้นในรูปแบบค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นระยะเวลา 3 วันต่อเนื่อง และยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติ อาทิ รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ และทำงานบริการสังคม ที่ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการเมาแล้วขับ เช่น การดูแลเหยื่ออุบัติเหตุ การปรับภูมิทัศน์ถนนสายหลัก สายรอง บริเวณจุดเสี่ยง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยปีที่ผ่านมาผลจากโครงการ “บำบัดฟื้นฟูสภาพผู้ดื่มแล้วขับ ถูกจับผิดซ้ำ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564” มีผู้เข้ารับการบำบัดในสถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 28 ราย  ผลการบำบัดพบว่า ผู้ถูกคุมความประพฤติเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มสุรา คือ ลดปริมาณการดื่มและลดจำนวนวันที่ดื่ม จำนวน 10 ราย ดื่มปริมาณเท่าเดิม จำนวน 11 ราย ดื่มสุราปริมาณลดลง จำนวน 5 ราย และหยุด/เลิกดื่มสุรา จำนวน 2 ราย

 อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมคุมประพฤติให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในสังคม ร่วมกันดูแลผู้กระทำผิด โดยการทำงานร่วมกับอาสาสมัครคุมประพฤติในพื้นที่ การสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์คุมประพฤติภาคประชาชน” เน้นในการให้เป็นศูนย์การดูแล รับรายงานตัว แก้ไขฟื้นฟู และการมีกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ที่มีภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนสนับสนุนการคุมประพฤติ โดยมุ่งเน้นผู้กระทำผิดในพื้นที่เป็นหลัก คาดว่าในปีงบประมาณ 2565 จะมีการตั้งศูนย์คุมประพฤติภาคประชาชนครบทุกจังหวัด