จำนวนผู้เข้าชม : 198

   


กรมคุมประพฤติ MOU ขยายความร่วมมือกับกรมอุทยานฯ ส่งผู้ถูกคุมประพฤติทำงานบริการสังคม [2018-06-29]

กรมคุมประพฤติ MOU ขยายความร่วมมือกับกรมอุทยานฯ ส่งผู้ถูกคุมประพฤติทำงานบริการสังคม

วันนี้ (29 มิถุนายน 2561) เวลา 10.00 นาฬิกา นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม และนายเฉลิมชัย ปาปะทา รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการจัดให้ผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ เพื่อให้ผู้กระทำผิดดังกล่าวได้เรียนรู้การสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้กับตนเอง และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปในทางที่เหมาะสมและไม่กระทำความผิดซ้ำ ณ ห้องรับรองกระทรวงยุติธรรม ชั้น 2 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 มีคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติ ในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 อาทิ การบุกรุกป่า แผ้วถาง การทำไม้หวงห้ามหรือเก็บของป่า เข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทำด้วยการอื่นใดอันเป็นการทำลายป่า การมีสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวนทั้งสิ้น 526 คดี โดยจังหวัดที่มีสถิติคดีสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว จำนวน 31 คดี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดลำปาง จำนวน 26 คดี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 22 คดี จากสถิติดังกล่าว ล้วนเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าไม้จำนวนมาก ดังนั้น กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ถือโอกาสเปิดมิติในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยจัดส่งผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด เพื่อกระตุ้นให้ผู้กระทำผิดตระหนักถึงความรับผิดชอบและมีจิตสำนึกต่อสังคมมากขึ้น และได้ชดเชยความเสียหายที่ก่อขึ้นด้วย

         รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยินดีให้ความร่วมมือในการจัดให้ผู้ถูกคุมความประพฤติที่อยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ เข้ามาทำงานบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์ต่างๆ อาทิ การทำแนวป้องกันไฟป่า การซ่อมหรือสร้างฝายชะลอน้ำ การเพาะพันธุ์กล้าไม้และปลูกต้นไม้ ในพื้นที่ดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค จำนวน 21 แห่ง ประกอบด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และศูนย์ศึกษาธรรมชาติ เพื่อช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นการส่งเสริมและพัฒนาสถานที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย